เล่าเรื่องหลอน : “อย่าตื่นตอนท้องฟ้ายังมืด”

เล่าเรื่องหลอน อย่าตื่นตอนท้องฟ้ายังมืด

ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ใช่คนที่มีสัมผัสพิเศษอะไรเลย ซึ่งถ้าจะพูดถึงเรื่องที่กี่ยวกับผี หรือ สิ่งที่เหนือธรรมชาตินั้นบอกเลยผมไม่เคยมีความเชื่อนั้นอยู่เลย ผมจะเชื่อเพียงแค่สองมือที่คอยทำมาหากินของผมเองสะมากกว่า ครอบครัวผมยากจน ตัวผมจึงต้องหาเลี้ยงตนเองให้อยู่รอดไปวัน ๆ เพียงเท่านั้น จนวันหนึ่งความเชื่อมั่นที่ว่าผีไม่มีอยู่จริงนั้นต้องเปลี่ยนไปเพราะว่าผมได้เจอผีจริงๆแล้ว ตัวผมเองมีหน้าที่การงานอยู่แถวจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งผมมาทำงานนี้ไม่ใช่จังหวัดบ้านเกิดของผม ซึ่งอยู่ที่เชียงใหม่ ผมทำงานเก็บเงินจนได้ออกรถกระบะออกมาหนึ่งคันด้วยน้ำพักน้ำแรงของผมเอง รถคันนี้ได้พาผมไปเที่ยวหลายที ได้ขับรถคันนี้กลับไปที่บ้านเชียงใหม่ ตั้งแต่ผมมีรถยนต์เป็นของตัวเองผมก็ไม่ได้ใช้รถส่าธารณะอีกเลย รอบนี้ผมก็ได้วางแผนที่จะขับรถกลับบ้านเหมือนกับเช่นทุก ๆ ปี ถึงผมต้องขับรถไปเพียงแค่คคนเดียว แต่ไม่ว่าจะคิดยังไงการที่ต้องขับรถกลับคนเดียวยังไงก็คุ้มค่า พอถึงวันที่ผมจะออกเดินทาง ผมก็ต้องเจอกับปัญหา เพราะรถตัวดีของผมเองดันมาสตาร์ทไม่ติดสะงั้น ผมเซ็งกับชีวิตมาก ผมได้ตามช่างมาดู พี่เขาบอกว่ารถคันนี้ต้องเข้ารับการซ่อมประมาณ 4-5 วัน ผมก็ว่าไปตามนั้นมีทางให้ผมเลือกสะที่ไหน คราวนี้ผมต้องหาทางกลับไปเชียงใหม่ ผมคิดว่าจะไปขึ้นรถทัวร์ไปบ้าน ผมจึงได้ใช้แอพพิเคชั่นสีเขียวเรียกรถให้ไปส่งที่สถานี แต่พอมาถึงกับต้องตกใจเพราะว่า รถทัวร์ที่จะไปนั้นมีอยู่รอบเดียวและรอบนั้นก็เต็มแล้วด้วย ผมคิดว่าทำไมโชคร้ายแบบนี้ คราวนี้ผมเลยตั้งใจที่จะไปโดยการรถไฟ เพราะไม่อยากจะไปซื้อตั๋วเครื่องบินมันจะแพงเกินไป ผมได้ตั่วรถไฟที่จะออกจากสถานีในเวลา 5โมงครึ่ง  พอถึงเวลาที่รถไฟกำลังจะออก ผมจึงได้เดินขึ้นไปสำรวจที่นั่งว่าอยู่ตรงไหน พอผมเดินมาถึงยังที่นั่งอยู่ตรงใกล้กับประตูของตู้รถไฟอยู่ด้านหน้า ที่นั่งของผมระหว่างด้านข้างกับฝั่งตรงข้ามไม่มีคนนั่งกับผมเลย แตะจะพบกับผู้ชายที่แก่ชรานั่งอยุ่บริเวณที่นั่งตรงข้ามทางเดินอยู่ และมีหญิงชรากับหลานสาววัยรุ่นจะนั่งอีกแถวหนึ่งของฝั่งทางเดินตรงกลาง ทั้งโบกี้นี้มีผู้โดยสารอยู่แค่นี้เองหรอ คิดไปคิดมาผมก็ว่าดีเหมือนกันไม่ต้องไปนั่งเบียดแออัดกับคนอื่นดีเสียอีก สภาพภายนอกนั้นผู้ก็เดินกันให้ควัก พอถึงเวลารถไฟก็ได้เคลื่อนทีออกจากสถานที ผมได้นั่งมองไปยังรถไฟคันอื่นเขาก็ยังมีผู้โดยสารกันอย่างปกติ มีแค่เพียงโบกี้ของเราหรือเปล่านะที่ไม่มีผุ้โดยสารนั่งกันอยู่อย่างน้อยนิดเนี่ยะอีก กลิ่นสนิมมีอยู่เต็มโบกี้ไปหมด ตอนนี้เวลาก็ประมาณเกือบจะหนี่งทุ่ม […]

เล่าเรื่องหลอน : “บ้านอาถรรพ์…ต้องคำสาป”

เล่าเรื่องหลอน ความลับของบ้านยาย

เราชื่อว่านิด ตัวเราได้แต่งงานแล้วและมีลูกสาวที่โตแล้ว อายุของเรากับนสามี 42 ปี เท่ากัน ส่วนลูกสาวของเราเรียนจบแล้วทำงานอยู่ที่โรงงานแห่งหนึ่ง ส่วนสามีของเราทำงานเป็นช่างรับเหมาก่อสร้าง ครอบครัวของเราได้เช่าบ้านหลังเล็ก ๆ อยู่ต้องนอนรวมกันที่กลางบ้านเพราะพื้นที่ใช้สอยของบ้านเช่านี้ไม่เพียงพอจะทำให้ทุกคนมีห้องพักของตนเองได้ พวกเราจึงมีความคิดที่จะซื้อบ้านหลังใหม่ สามีของเราได้ทำการค้นหาบ้านที่ถูกใจเพื่อจะซื้อเป็นเจ้าของ จนวันหนึ่งสามีของเราได้ไปถูกใจกับบ้านหลังหนึ่งซึ่งได้ทราบมาจากที่ทำงานว่า มีบ้านหลังหนึ่งได้ประกาศขายซึ่งราคาของมันถูกเป็นอย่างมาก บ้านหลังนี้จะอยู่อีกอำเภอหนึ่งซึ่งจะถัดออกไปจากที่พวกเขาอยู่ไม่ไกล ผู้ขายเป็นลูกเจ้าของบ้านมาขายด้วยตัวเองที่ต้องการขายบ้านเพราะไม่มีเวลามาดูแล สามีของเราสนใจเป็นอย่างมาก เราก็ดีใจแต่กลับมานั่งคิดว่า แต่บ้านมันราคาถูกเกินไปเลยบอกสามีเราว่า บ้านหลังนี้มีผีรึป่าวจึงมาขายถูกๆ แต่สามีของเราบอกว่าเราคิดมากที่ไหนก็มีคนตายทั้งนั้นบอกให้เราไม่ต้องคิดมาก สามีของเราได้ยกโทรศัพท์กดเบอร์ไปทางลูกเจ้าของบ้านเพื่อสอบถามถึงข้อมูลและนัดวัดทีจะเข้าไปดูตัวบ้าน พอปลายสายรับ เธอชื่อเมย์ และได้อธิบายเกี่ยวกับบ้านว่า บ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ 2 ชั้น ด้านหลังเป็นป่ารก มีพื้นที่ใช้สอยเยอะสามารถปลูกอะไรก็ได้แต่บ้านหลังนี้มีคนตายคุณกังวลหรือป่าว สามีของเราไม่กังวลและได้นัดดูบ้าน พอถึงวันพวกเราสามคนได้ขับรถไปดูบ้าน ยิ่งขับรถออกมายิ่งรู้ว่าพวกเรากำลังขับออกนอกเมืองไปทุกที บ้านเรือนไม่ค่อยมีเลยนานๆจะมีสักที พอถึงก็พบกับคุณเมย์ เธอได้บอกว่าถ้าจะเข้าไปดูในบ้านก็ได้เลยเธอยืนกุญแจให้ บ้านหลังนี้ดูสมบูรณ์ มีพื้นที่ใช้สอยเยอะมาก จะทำสวนเล็ก ๆ ในบริเวณบ้านยังได้เลย สามีของเราก็เข้าไปดูจึงตกลงซื้อบ้านนี้ในราคาแปดแสน เราตกใจมากว่าทำไมถูกมาก เราบอกคุณเมย์ว่าไม่คิดค่าบ้านหรือคะคุณเมย์ เธอตอบกลับมาว่า ราคานี้เหมาะแล้วคะ เพราะบ้านไม่ได้อยู่ในเขตชุมชน ถนนก็ไม่ได้ติดกับถนนหลัก พอตกลงซื้อขายกัน ถึงวันก็ขนของย้ายเข้าบ้านมีเพื่อนมาช่วยเราหลายคน ในวันที่ขนของลูกสาวของเราได้บอกว่าขณะที่ขนของอยู่หางตาเห็นตัวอะไรวิ่งข้างบนบ้านแต่พอไปดูกับไม่มี นี่เรื่องแรกที่เกิดขึ้น เหตุการณ์ที่สองลูกสาวเราลื่นหลังบ้านบอกเราว่าลื่นตะไคร้น้ำจนตัวเองไปเหยียบเหล็กที่ขึ้นสนิมอยู่จนเลือดไหลเต็มเท้าไปหมด ต่อมาแม่กับพ่อของเราได้ย้ายเข้ามาอยู่ด้วย […]

เล่าเรื่องหลอน : “ความลับของบ้านยาย”

เล่าเรื่องหลอน ความลับของบ้านยาย

คุณเคยมีสมบัติหรือได้มรดกที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษที่ไม่สามารถใช้ได้หรือไม่ คือเราได้มรดกเป็นบ้านไม้สักที่เป็นบ้านหลังสวยงามที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ มันคือสมบัติที่ได้มาจริงไม่ใช่หนี้สินอะไรเลย แต่ที่สำคัญคือพวกเราเข้าไปอยู่ไม่ได้ ขายก็ไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากต้องส่งคนเข้าไปทำความสะอาดให้เหมือนมีคนอยู่แบบปกติอีก นี่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวสยองขวัญของเรา เราชื่อว่าขวัญ เราได้ยินเรื่องราวนี้มาจากคุณแม่ บ้านไม้สักเรือนนี้เป็นของคุณยายซึ่งคุณแม่อยู่กันมาตั้งแต่เด็ก บ้านของคุณยายมีชื่อเสียงมากภายในจังหวัด คุณยายเป็นบุคคลที่ผู้ใหญ่ในจังหวัดเคารพท่านมาก คุณแม่ก็ไม่ทราบว่าคุณยายทำความดีหรือมีหน้าที่การงานอะไรถึงมีผู้คนที่นับหน้าถือตาขนาดนี้ ชนิดที่ว่าผู้รับผู้ใหญ่คนสำคัญมาหากันอย่างมากมายเลย ความจริงแล้วบ้านไม้สักหลังนี้เป็นเหมือนกับบ้านของบรรพบุรุษเพราะอยู่กันมารุ่นสู่รุ่น คุณยายคงไม่ทราบเหมือนกันว่าต้นตระกูลของพวกเราทำงานอะไรถึงมีสมบัติให้คุณยายได้กินอย่างเหลือใช้ชนาดนี้ คุณยายก็เป็นลูกเพียงแค่คนเดียวของตระกูลจึงได้รับสมบัติมาทั้งหมดและคุณยายก็แต่งงานกับนายอำเภอนั้นคือคุณตาของเรา และคุณตาก็ต้องย้ายมาอยู่ที่บ้านหลังนี้เช่นกัน พอคุณยายได้แต่งงานกับคุณตาจนท่านต้องย้ายเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในบ้านไม้สักหลังนี้ คุณตาจะมีหน้าที่การงานก้าวหน้าเพียงแค่ขอให้เชื่อฟังในคุณยาย ชีวิตการงานของคุณตาจะไม่มีทางต่ำอย่างแน่นอน คุณตาจึงได้มีหน้าที่การงานที่มั่นคงตลอดมา ต่อมาคุณยายได้มีลูกกับคุณตาทั้งหมด 4 คนเป็นลูกสาวทั้งหมด ความจริงแล้วบ้านหลังนี้มีโครงสร้างจริง ๆ เป็นบ้านที่หลังเล็กกว่านี้ สรุปคือบ้านหลังนี้มีอายุเป็นร้อยปีแล้วและได้มีการแต่งเติมบ้านมาตลอดจนปัจจุบันบ้านหลังนี้จึงได้ดูใหญ่โตขนาดนี้ พอลูกสาวทั้ง 4 เติมโตได้ออกเรือนไปจากบ้านหลังนั้นจนคุณยายต้องอยู่กับคุณตาเพียงสองคน สักพักคุณตาได้เสียชีวิตลงคุณยายต้องอยู่บ้านหลังนี้คนเดียว บรรดาพี่น้องรวมถึงคุณแม่เราได้จ้างพยาบาลมาดูแล เพราะคุณยายไม่ยอมออกจากบ้านไม้สักหลังนี้จึงต้องทำแบบนี้ แต่เรื่องร้ายก็เกิดขึ้นจนได้ นางพยาบาลได้มาเห็นคุณยายและสมบัติที่มากมาย จึงกลายเป็นโจร โดยทำเรื่องหลอกคุณยายซึ่งขณะนั้นเป็นคนแก่ที่ดูหลง ๆ ลืม ๆ ช่วงแรกได้หลอกโดยการหาคนมาปลอมตัวเป็นลูกของคุณยาย ทีแรกคุณยายไม่เชื่อแต่ด้วยความหลงและการเอาใจใส่ของพวกโจรที่มาเยื้อมบ่อยๆ จึงเชื่อใจว่านี่คือลูกจริง ๆ แรกๆพวกมันจะหลอกเอาเงินก่อน และได้หลอกให้คุณยายโอนบ้านให้ พอคุณยายได้โอนบ้านให้แล้ว พวกมันจึงได้พาพวกมาลากคุณยายออกจากบ้าน จากคำบอกเล่าของคนข้างบ้านว่ามาเห็นคุณยายเดินอยู่ริมถนน จึงได้เข้าช่วยเหลือ คุณยายได้กลับมาอยู่ที่บ้านข้างๆ และท่านได้เดินกลับไปที่บ้านทำการขุดหลุมฝังบริเวณต้นไม้ใหญ่ภายในบ้าน นำดินเหนียวมาปั้นเป็นตุ๊กตาแล้วโอนลงไปในหลุม […]

เล่าเรื่องหลอน : “กูต่อให้สิบเสาไฟ”

เล่าเรื่องหลอน กูต่อให้สิบเสาไฟ

ผมเป็นเด็กต่างจังหวัดคนหนี่ง ซึ่งผมได้กำลังศึกษาอยู่ที่โรงเรียนวัดแถว ๆ บ้าน จังหวัดที่ผมอยู่นี้มีความเจริญมาก มีห้างใหญ่ให้เดิน มีร้านชั้นนำมาเปิดอยู่หลายแห่ง ส่วนใหญ่ชาวบ้านมักจะใช้มอไซด์ในการสัญจร จึงทำให้ขนส่งรถประจำทางไม่ค่อยจะมีนัก ตอนนั้นผมกำลังเรียนอยู่ในระดับมัธยมศึกษาต้อนต้น ตัวของผมเองเป็นเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่มีความชื่นชอบในการขับขี่มอเตอร์ไซด์เป็นอย่างมาก  ผมมีเพื่อนคนหนึ่งซื้อมีความชื่นชอบประเภทเดียวกันคือการขับมอเตอร์ไซด์ซิ่ง มันมีชื่อว่า “ต้น” พวกเรามักจะมีเรื่องชกต่อยตีกันอยู่อย่างเสมอ ถือว่าพวกเราเป็นเด็กเกเรเลยก็ว่าได้ ถ้าเกิดมีเรื่องราวที่เกี่ยวกับเด็กตีกัน ครูต้องหมายหัวมายังพวกเราก่อนเป็นอันดับแรกเรียกพวกเราไปสอบถามก่อนทั้งที่พวกเราไม่ได้เป็นคนทำ  เวลาพวกเราไปโรงเรียนจะมีรถมอเตอร์ไซด์ขับไปกันคนละคัน หลังเลิกเรียนก็แวะแซวสาว พอตกกลางคืนในเวลาสองทุ่มสามทุ่มพวกเราจะนัดกับเด็กต่างหมู่บ้าน ต่างโรงเรียน เวลานัดกันทีจะมีคนออกมายี่สิบ สามสิบคนได้ พอมากันครบก็จะขับรถออกไปยังสถานที่ต่างๆ บางทีก็นัดแข่งรถกันบ้าง ในเวลาที่พวกเราต้องไปจอดรถติดไฟแดงกันเป็นกลุ่มใหญ่ ผู้คนที่พบเห็นมองพวกเราเหมือนกับหวาดกลัวพวกเรา ทำให้ผมรู้สึกหึกโหมเป็นอย่างมาก พวกเราจะบิดเครื่องเร่งให้เสียงดังไปเลย ในยามที่มีคนมืท้าแข่งรถ ไอ้ต้นมันมักจะมีคำพูดเฉพาะตัวติดปากเอาไว้ว่า “กูต่อให้สิบเสาไฟเลย” ในเวลาพวกเรากลับบ้าน เวลาที่จะเปิดประตูต้องใช้ความระวังไม่ให้เกิดเสียงดัง เพราะพวกเราไม่อยากจะมาทะเลาะกับแม่ แต่สุดท้ายประตูที่เป็นเหล็กไม่ว่าจะเปิดยังไงเสียงมันก็ต้องดังอยู่ดีสุดท้ายแม่ของพวกเราก็ลงมาด่า คืนนั้นก็จะมีเสียงทะเลาะกันที่ดังออกมาจากบ้านของผมและบ้านของไอ้ต้นมัน พอถึงเวลาเช้าผมตื่นขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวเสร็จลงไปข้างล่างเพื่อที่จะกินหมูปิ้งก่อนออกไปเรียน ผมลืมบอกแม่ของผมเปิดร้านหมูปิ้งขายอยู่ที่หน้าบ้านทุกวัน ผมมองไปที่บ้านต้นมันแต่ไม่เห็นประตูบ้านของมันเปิดเลยปกติปานนี้ต้องเปิดได้แล้ว ผมเลยเดินไปที่หน้าบ้านตะโกนเรียกมัน แม่ผมมาตีที่หลังของผมว่า จะไปเรียกทำไมไม่มีคนอยู่ ถ้ามีเขาก็มาเปิดประตูแล้วสิ สุดท้ายผมก็ต้องขับรถมอเตอร์ไซด์ไปคนเดียว โรงเรียนของผมถ้าเกิดใครไปสายต้องโดนทำโทษ ขณะนั้นผมมาสายแล้วไม่อยากต้องเก็บขยะ เลยไปทางลัดเข้าหลังโรงเรียน ซึ่งเป็นเส้นทางที่ถนนเป็นคันดินเล็กๆ ขณะที่ผมกำลังขับรถนั้นผมมองกระจกหลังเห็นต้นตาลเหมือนมันกำลังขยับเดินอยู่ จึงได้หันไปดูด้วยตาตัวเอง สรุปไม่มีอะไรขยับเลยสักอย่าง ต้นตาลไม่มีทางขยับเองผมคงหลอนตาเบลอไปเอง มาถึงกำแพงโรงเรียนซึ่งค่อนข้างสูงก่อขึ้นมาด้วยอิฐบล็อก […]

เล่าเรื่องหลอน : “กูสวดมาก่อน!”

เล่าเรื่องหลอน กูสวดมาก่อน!

ในชีวิตนี้ผมเคยบวชเป็นเณรภาคฤดูร้อน ตัวผมต้องอยู่ในวัดเป็นเวลา 3 สัปดาห์ ขณะนั้นเป็นเวลาที่ตัวผมปิดเทอมใหญ่เลยสามารถบวชได้เป็นระยะเวลายาวๆแบบนี้ ขณะที่ผมบวชนี้ผมผ่านประสบการณ์ที่ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง น่ากลัวบ้างซึ่งเรื่องที่น่าสะพรึงกลัวนี้ทำให้ผมไม่อาจลืมเหตุการณ์นี้ลงได้เลย มันเป็นประสบการณ์สยองขวัญของตัวผมเองที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตแล้ว กิจวัตรประจำวันของสามเณรก็ต้องตื่นเช้าเพื่อที่จะทำวัตร ฉันข้าวได้แค่ 1 มื้อในช่วงเช้า หลังจากเที่ยงห้ามจะฉันได้อีกทีคือต้องถัดมาเป็นเช้าอีกหนึ่งวัน ตอนนี้ผมได้บวชเณรเป็นเวลา 1 สัปดาห์แล้วที่ผมปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ผมเริ่มชินกับการอดอาหารเย็น ตื่นเช้า แต่สิ่งที่ผมอดไม่ได้เลยคือ การจำวันดึก ดังนั้นกิจวัตรในยามค่ำคืนของสามเณรที่จำวัดดึกก็คือไม่นั่งคุยกันก็นั่งเล่นเกมส์กันสะส่วนใหญ่ เป็นธรรมดาที่พวกเราจะต้องส่งเสียงดังเพราะมันก็เหมือนเอาเด็กซนที่มาอยู่รวมกันผ้าเหลืองก็ไม่ทำให้พวกเรานั้นสงบลงได้เลย ยังไงเด็กก็คือเด็กละน่ะ การส่งเสียงดังของเหล่าสามเณรนี้ดังจนทำให้พระรุ่นพี่มักจะออกมาดุมาเตือนอยู่บ่อย ๆ พระรุ่นพี่ก็ยังได้บอกถึงข้อห้ามระหว่างที่ต้องเป็นสามเณรใช้ชีวิตอยู่ในวัด ส่วนใหญ่ก็เป็นข้อห้ามทั่วไปซึ่งพวกเราปฏิบัติตามได้ แต่มีกฎข้อหนึ่งที่ฟังแล้วพวกเราเหล่าสามเณรมีข้อสงสัยเป็นอย่างมากคือ พระพี่เลี้ยงท่านย้ำถึงข้อห้ามที่สำคัญคือ ไม่ให้พวกเราไปที่ท้ายวัดที่นั้นมีกุฏิของหลวงพี่นุ้ย หลวงพ่อได้สั่งห้ามเอาไว้ไม่อยากให้ใครเข้าไปยุ่งในสถานที่นั้นแล้วสิ่งที่ห้ามย้ำนักย้ำหนานี้ทำให้ก่อเกิดความอยากรู้อยากเห็นของเหล่าสามเณรว่าทำไมถึงห้ามขนาดนั้นที่นั้นมันมีอะไรกันแน่  เพราะตั้งแต่พวกเรามาบวชหนึ่งอาทิตย์นี้ไม่เคยเห็นหน้าตาของหลวงพี่นุ้ยเลยสักครั้ง เณรต้นได้บอกว่าก่อนบวชเณรแม่ของเขาได้พาเขานั่งมอเตอร์ไซด์สำรวจบริเวณรอบวัด และได้ผ่านไปถึงกุฏิของหลวงพี่นุ้ย ซึ่งมองไปแล้วคิดว่าเป็นกุฏิร้างอย่างแน่นอน ไม่น่าจะมีพระรูปไหนมาอยู่ได้แน่ ประตูก็ถูกใส่กลอนล็อคอย่างแน่นหนา ภายนอกกฏิก็สกปรกมีใบไม้ร่วงหล่นอยู่เต็มไปหมด  ถ้าเป็นไปตามที่เณรต้นบอก หลวงพี่นุ้ยก็คงเป็นผี สรุปแล้วการไปค้นหาความจริงครั้งนี้ก็คงจะเป็นการล่าท้าผีในวัดของพวกเราแล้วแหละ ก่อนที่พวกเราจะมาบวชเราคือเด็กที่มีความซนกันเป็นอย่างมาก ทำให้พวกเราได้นัดกันว่าคืนนี้เราจะไปดูกุฏิของหลวงพี่นุ้ยกัน สมาชิกที่จะไปค้นหาความจริงในครั้งนี้จะมี เณรต้น เณรท็อป เณรเอก และผมรวมกันเป็น 4 รูปที่ต้องออกปฏิบัติการในครั้งนี้ พอตกกลางคืน พวกเราทั้งสี่คนก็ได้ออกมาจากกุฏิเดินไปที่ท้ายวัด พวกเราเดินคุยกันไปเส้นทางนี้ต้องผ่านกุฏิของเจ้าอาวาสก่อน แล้วเดินเลยไปสักนิดจะถึงกุฏิของหลวงพี่นุ้ย […]

เล่าเรื่องหลอน : “รีสอร์ท เชีอดสยอง”

เล่าเรื่องหลอน รีสอร์ท เชีอดสยอง

ผมเป็นพนักงานบริษัททั่วไปที่ใช้ร่างกายในการทำงานอย่างหน่วงเป็นระยะเวลามาอย่างยาวนาน จนร่างกายส่งสัญญาณมาแล้วว่าต้องการททริปวันหยุดเพื่อพักผ่อน ซึ่งสิ้นปีนี้เป็นช่วงที่มีวันหยุดยาว ผมคิดว่าทริปนี้คงต้องชวนเพื่อนๆให้ไปกับผม เราตัดสินใจไปที่เที่ยว ณ จังหวัดหนึ่ง เพื่อนผมให้จองโรงแรมเอาไว้เลย ผมจึงจัดแจงจองโรงแรมเรียบร้อย พวกเราตกลงกันไปเจอกันที่พัก ทริปนี้จะต้องเป็นผมที่ต้องไปจัดการสถานที่พักก่อนเพราะมีผมคนเดียวที่ว่าง จนผมต้องมาในสถานที่พักก่อนหนึ่งวัน เพื่อนของผมจะตามมาอีกวันหนึ่ง พอถึงเวลาวันที่ผมจะต้องเดินทาง ตัวผมมาคนเดียวและขับรถมาเรื่อย ๆ จนมาถึงตัวจังหวัดที่แก๊งของเราจะลงหลักปักฐานเที่ยวในจังหวัดนี้แต่สิ่งที่ผมไม่คาดคิดว่าจะมาเจอคือ ปีนี้มีนักท่องเที่ยวมาก คนมาก รถมาก ทำให้การจราจรติดขัด  ผมไม่ได้คิดว่าจะมาเจอรถติดที่ต่างจังหวัดแบบนี้เจอแค่ในกรุงเทพฯหัวเสียมากพอแล้วยังมาเจอในจังหวัดที่เที่ยวอีก ผมคิดกับตัวเองว่านี่เรามาพักผ่อนจริงหรือเปล่าเนี่ย ทำไมบรรยากาศทำให้ผมรู้สึกว่าผมไม่ได้มาพักผ่อนเลย โรงแรมที่ผมจองผ่านแอปพิเคชั่นหนึ่งเมื่อสองวันก่อน โรงแรมนี้จะออกมาจากตัวเมืองนิดหน่อย ผมขับรถผ่านการจราจรติดขัดออกมานิดก็จะถึงกับตัวของโรงแรม ผมได้เข้าไปจัดการเช็คอินที่เคาน์เตอร์กับพนักงานโรงแรม และสิ่งที่ผมต้องเจอทำให้ผมหัวเสียหนักเข้าไปอีกคือ พนักงานได้บอกกับผมว่า ทางโรงแรมได้ปล่อยห้องให้กับลูกค้าที่วอคอินเข้ามาที่หน้าเคาน์เตอร์ ผมก็ “อ้าว” ผมไม่ได้มาช้าเลย กฎก็ได้มีบอกไว้ว่าเช็คอินไม่เกินเที่ยง พนักงานโรงแรมบอกผมว่า กลัวผมไม่มาแล้วพนักงานยังโดนลูกค้าที่อยู่หน้าเคาน์เตอร์กดดัน ตัวผมที่เป็นลูกค้าก็ยังไม่มา เลยต้องปล่อย ผมโวยเลยว่าทางโรงแรมทำไม่ถูก สุดท้ายผมต้องยอมที่จะออกมาจากโรงแรมนั้นแล้วไปหาที่พักใหม่ ผมคิดว่ามีการจองไปเพื่ออะไรกันถึงได้เกิดปัญหาแบบนี้ ผมตั้งใจว่าจะเข้าไปรีวิวให้เจ็บแสบแทนคำปลอบ ตอน้นี้ผมก็ขับรถมาไกลเหนื่อยอยากนอนพักบนที่นอนแล้วไม่อยากนอนในรถ ผมขับรถไปเรื่อย ๆ ดูว่ามีที่ไหนยังเหลือห้องพักอีก ผมขับรถตะเวนดูโรงแรม แต่ก็ไม่มี โรงแรมคงจะมีคนจองเต็มหมดแล้วผมเลยมามองเป็นรีสอร์ทแทน ถึงจะมีความหวังที่จะมีห้องให้แก๊งพวกเรามีนิดเดียว แต่ผมก็ยังหวังงว้าจะมีสักที ผมใช้เวลาหาเป็นเวลา 3 ชั่วโมง […]

เล่าเรื่องหลอน : “เพื่อนผมเป็นผีม้าบ้อง”

เล่าเรื่องหลอน เพื่อนผมเป็นผีม้าบ้อง

ถ้าคุณต้องไปไหนมาไหนในยามกลางคืนเกิดได้ยินเสียงวิ่งของม้าแล้วละก็ ทุกคนจะเข้าใจตรงกันได้เลยว่านั้นคือเสียงเท้าของผีม้าบ้องกำลังวิ่งอยู่ ผีม้าบ้องเป็นผีของทางชาวล้านนา หรือจะเป็นที่รู้กันดีว่านี่คือผีปอบม้าล้านนาหรือคนไทยวนซึ่งอาศัยอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง ในจังหวัดเชียงใหม่ วันนี้ผมจะมาเล่าถึงประสบการณ์ที่ไม่คิดว่าจะได้พบเจอว่าผีม้าบ้องมันมีอยู่จริง ผมมีชื่อว่าชม ตัวผมเองเป็นเด็กบ้านนอกธรรมดาคนหนึ่ง ในช่วงที่ผมมีประสบการณ์ได้พบเจอกับผีม้าบ้องนี้ ต้องขอย้อนเวลายาวนานถึงเมื่อ 30 ปีที่แล้ว  เป็นช่วงวัยรุ่นอายุประมาณยี่สิบปีเท่านั้น ในยุคสมัยนั้นอายุเท่านี้ถือว่าเป็นหนุ่มใหญ่แล้ว คนแถวบ้านของผมในตอนนั้นแต่งงานกันในอายุ 16 ไม่ก็ 17 กัน ต่างก็ออกเรือนมีครอบครัวกันไปหมดแล้ว  ทุกคนที่อยู่ในหมู่บ้านของผมมักจะมีระดับการศึกษาเพียงแค่ประถม 4 เท่านั้น เรียนไปเพียงแค่ได้อ่านออกเขียนได้ก็เพียงพอแล้ว ส่วนตัวของผมพอเรียนจบในชั้นประถม 4 แล้วก็จะไปช่วยพ่อและแม่ของผมทำนา ในขณะนั้นผมก็มีคนที่รักใคร่ชอบพอแล้วเธอเป็นสาวนอกหมู่บ้าน พวกเราสองคนดูใจกันมาเกือบจะหนึ่งปีแล้ว กิจกรรมของตัวผมในการจีบสาวนั้น คือในยามกลางคืนมักจะออกไปหาสาวตามบ้านเพื่อทำการจีบ ถ้าถูกอกถูกใจผุ้ชายคนที่จีบหญิงติดนั้นจะได้เข้าไปในบ้านเพื่อที่จะช่วยครอบครัวของฝ่ายหญิง ขณะนั้นตัวของผมก็ทำตามสัญชาตญาณของวัยรุ่นทั่วไป ผมมีเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งมันเป็นลูกพี่ลูกน้องของตัวผมเองมันมีชื่อว่าชื่น มันเป็นรุ่นพี่ของผมอยู่ 1ปี แต่ตัวของผมไม่ได้เรียกมันว่าพี่หรอกนะ ผมจะเรียกชื่อของมันเฉยๆเลย เลยทำให้พวกเราสองคนดูสนิทกันมากยิ่งขึ้น ซึ่งผมเรียกชื่อของมันเฉยๆ ไม่เคยเรียกพี่เลยสักครั้ง และผมก็ได้ชื่นนี่แระที่คอยเดินเป็นเพือน พอตกกลางคืนผมต้องเดินไปหาน้องเตยแฟนของผมมีระยะทางห่างกันแค่กิโลกว่าๆเท่านั้นเอง  ผมกับชื่นเดินมาถึงทางสามแพร่ง ไอ้ชื่นมันบอกผมว่า “มึงกุปวดฉี่ขอตัวไปฉี่แปปนึง มึงรอก่อน” แล้วมันก็เข้าไปที่หลังพุ่มไม้ ในทุกๆ คืนที่พวกเราต้องเดินผ่านทางสามแพร่งนี้ ไอ้ชื่นมันก็มักจะปวดฉี่อยู่เป็นประจำ จนตัวของผมเองนั้นมีคำถามและสงสัยเป็นอย่างมาก วันหนึ่งในช่วงกลางวันตัวผมก็ได้ขอยืมจักรยานของพ่อปั่นไปดูที่เกิดเหตุสามแพร่งหลังพุ่มไม้ พอผมไปเห็นว่า มีกะโหลกลูกวัวอยู่บริเวณนั้นและผมก็ได้กลับบ้านเพื่อจะไปเอาพริกไปโขกตำให้พอแหลกนำไปทาที่บริเวณหัวลูกวัว […]

 เล่าเรื่องหลอน : “ถึงที่ตาย”

เล่าเรื่องหลอน ถึงที่ตาย

ความตาย เป็นเรื่องธรรมชาติ ทุกคนเกิดมาก็จะต้องมีการตายเกิดขึ้นในสักวัน อาชีพที่เกี่ยวข้องกับความตายก็มีอยู่หลากหลายอาชีพหนึ่งในนั้นก็คือ งานอาสากู้ภัย อาชีพนี้ พวกเขาต้องเจอเรื่องราวเกี่ยวกับความตาย คอยออกตะเวนช่วยเหลือผู้คนที่กำลังประสบเหตุไม่ว่าจะหนักหรือเบา ตัวของผมเองก็เป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่อาสากู้ภัยเช่นกัน ตัวผมเองไม่มีความเชื่อเรื่องดวงแต่จะมีความเชื่อเรื่องถ้าเราไม่ประมาทเจอเรื่องอะไรต้องใจเย็น ดังนั้นเรื่องทะเลาะวิวาทหรือความตายก็จะไม่มีมากระทบกับตัวเรา ผมมีเพื่อนสนิทอยู่ 2 คนมีชื่อว่า ไอ้เจมส์ กับไอ้นาย ทั้งสองคนนี้เป็นทั้งเพื่อนสนิทและเพื่อนทำงานใช่แล้วคับ ทั้งสองนี้ทำงานที่เดียวกันเป็นอาสากู้ภัยเหมือนกันส่วนนิสัยของเพื่อนผมทั้งสองคน ผมจะขออธิบายทีละคน เริ่มที่ไอ้เจมส์ก่อน มันเป็นผู้ชายที่เรียบร้อยมีน้ำใจ  ถ้าเกิดใครที่ต้องการความช่วยเหลือไอ้เจมส์จะออกตัวไปช่วยเขาก่อนเลยออกแนวธรรมะธรรมโม ชอบดูพระเครื่อง ชอบใส่เครื่องราง ถ้าเกิดไปคุยกับมันเรื่องพระเครื่องแล้วละก็ไอ้เจมส์คุยได้ทั้งวัน ส่วนไอ้นาย มันเป็นผู้ชายแนวห้าวๆ เวลามันจะทำอะไรต้องสุด ไม่ว่าจะเป็นการกินต้องสุด จะเที่ยวก็ต้องไปให้สุด ทำงานก็ต้องเต็มที่ให้สุดกำลังประมาณนี้  ไอ้นายมันจะใช้ชีวิตให้สุดก็เพราะว่าไม่รู้เราจะตายตอนไหน ถ้าเกิดต้องตายไปแล้วชีวิตยังไม่ได้ทำอะไรเลยมันน่าเสียดาย มาเสียใจกันทีหลังไม่ดี ไอ้นายมีคติการใช้ชีวิตประจำใจแบบนี้ตัวมันเองจึงมีเรื่องอยู่ตลอด ถ้าวันไหนได้ไปกินเหล้าตามร้านกลางคืน เพื่อนที่ไปกับมันต้องเตรียมตัวเลยคืนนี้อาจจะเรื่องชัวร์ มันทำอะไรไม่คิด บางทีนั่งกินเหล้าอยู่ ๆดีลุกไปจีบผู้หญิงโต๊ะข้างๆ ทั้งที่เขาก็มากับแฟน จนต้องมีเรื่องกันฝั่งตรงข้ามเอาปืนขึ้นมายิงกันเลย แต่ไอ้นายมันก็รอดตายมาได้ตลอด มันนี่ดวงแข็ง ผมเลยต้องตัดปัญหา คอยชวนมันกินเหล้าในห้องผมจะดีที่สุดประกันปัญหาที่จะเกิดตามมาดีที่สุด ไอ้นายมันเคยบอกผมว่าตัวมันเองมีสัมผัสที่ 6 หรือที่เรารู้จักกันนั้นคือซิกซ์เซนส์ เวลามันไปทำงานกู้ภัย มันมักเห็นวิญญาณของผู้เสียชีวิต มันดูได้เลยว่าผู้ประสบเหตุรอดหรือไม่ เพราะมันจะเห็นเลยถ้าเกิดเขาเสีย มันจะเห็นผู้ประสบภัยเดินหรือยืน ๆ […]

เล่าเรื่องหลอน : “คืนสยองวันเก็บเห็ด”

เล่าเรื่องหลอน

วันนี้ผมจะเล่าเรื่องของตาที่อยู่ในหมู่บ้าน ตาเขาชื่อว่าตาชัย อายุของแกน่าจะ 60 กว่าๆปีนี่แระ ตาแก่เป็นคนชราที่ติดสุราขั้นหนักสุด ลักษณะภายนอกของแกดูเป็นคนที่ผอมแห้ง ดูร่างกายโทรมๆ แกได้ฉายาจากพฤติกรรมของแกว่า ขี้เหล้าประจำหมู่บ้าน เพราะแกมักจะซื้อเหล้าขาวใส่ถุงาที่ร้านค้าของชำแห่งหนึ่งแกมักจะนั่งจิบเหล้าขาวที่อยู่ในถุงพลาสติกจนหมดไปวันๆ ผมรู้มาว่าแกชอบมานั่งที่โต๊ะหินอ่อนที่หน้าร้านขายของชำนี่แระ แกหวังจะนั่งให้หมดเวลาไปในแต่ละวัน เงินที่แกใช้ในชีวิตประจำวันนั้นมาจากเงินผู้สูงอายุที่ได้จากรัฐบาลและเบี้ยคนพิการ คือ นิ้วของแกไม่ครบสิบเพราะว่าตอนเด็กๆแกได้ประสบอุบัติเหตุจากการเล่นประทัดจนทำให้นิ้วก้อยของแกขาด เงินในส่วนนี้ที่จะได้มาซื้อเหล้า ส่วนข้าวปลาอาหารนั้นจะได้จากความสงสารของป้าร้านขายของชำ มักจะทำกับข้าวเผื่อให้ตาแกไว้กินด้วยในทุกมื้อเย็น ป้าแกกลัวตาจะอดตายเพราะตาแกอยู่ตัวคนเดียว ตาแกไม่ทำงานทำการอะไร ตัวของตาแกมีลูกนะ แต่พอเด็กโตขึ้นมาก็มีครอบครัว ด้วยที่ตาแกเป็นแบบนี้ ลูกๆของแกเลยต่างคิดว่ามีพ่อแบบนี้จะเป็นภาระลูกทิ้งแกไป สาเหตุที่ลูกแกทิ้งไปอาจจะเป็นเรื่องของการติดเหล้าของแกด้วยส่วนหนึ่ง ถ้ามีเด็กสาววัยรุ่นเดินผ่านหน้าร้าน ตาแกก็มักจะชอบแซว ทำให้เด็กรุ่นสาวๆแถวนั้นค่อนข้างจะเกลียดตาชัย อยู่มาวันหนึ่ง ป้าเจ้าของร้านขายของชำเอ่ยปากพูดกับตาชัยว่า แกน่าจะหาอะไรทำบ้างนะที่หามาเป็นเงิน จะได้มีเงินเก็บเผื่อไว้ในยามลำบาก ตัวป้าแกก็อายุมากแล้ว ไม่รู้ว่าจะมีแรงขายของในร้านได้ไปถึงวันไหน ลูกๆของป้าเองก็อยากจะให้ป้าแกพักผ่อน อยากจะรับตัวป้าเองไปอยู่กับพวกลูกๆด้วย  เผื่อวันหนึ่งแกต้องย้ายไปในตัวเมืองจริงๆ ตาชัยแกจะอยู่ไม่ได้เพราะใครละจะหาข้าวหาน้ำให้กิน ตาชัยก็นั่งคิดและแกขอกระดาษหนังสือพิมพ์สักฉบับแกก็เดินกลับบ้าน ซึ่งที่แกนอนพักอยู่นี้เป็นเพิงขนาดเล็กสมบัติก็ไม่มีอะไรสำคัญ ส่วนใหญ่จะเอาไว้นอนอย่างเดียวภายในก็จะมีแค่หมอนผ้าห่มเก่าๆ ชีวิตของตาชัยก็จะเวียนอยู่แบบนี้เช้ามาแกก็จะเดินไปที่ร้านขายของชำพอกลางคืนก็จะมานอนที่เพิงนี่ วันรุ่งขึ้นตาชัยไม่มาซื้อเหล้าขาวเหมือนกับทุกวัน เวลาผ่านมาถึงช่วงสายตาชัยก็ยังไม่มา ป้าร้านขายของชำก็กังวลเลยจ้างให้เด็กในหมู่บ้านไปดูตาชัยว่าอยู่ที่เพิงนอนมั้ย เด็กหายไปครึ่งชั่วโมงได้กลับมาบอกป้าแกว่าไม่เจอ เวลาผ่านมาในช่วงบ่าย ตาชัยก็โผล่มาพร้อมกับมือที่ถือเห็ด ป้าแกถามว่า ตาชัยแกไปไหนมา ตาแกบอกว่า ฉันไปเก็บเห็ดมา วันนี้ตาชัยได้เงินจากการขายเห็ดมา 140 […]

เรื่องเล่าสยองขวัญ  “ห้อง 204 ผีอยู่”

เรื่องเล่าสยองขวัญ  ห้อง 204 ผีอยู่

เรื่องราวสยองขวัญที่กำลังจะเล่าต่อไปนี้เป็นทริปสั้นไปเที่ยวกันแบบไปกลับระหว่างกลุ่มเพื่อนของเรา แต่สุดท้ายต้องพบเจอกับปัญหาเนื่องด้วยคำว่า “ติดลม” จึงเป็นเหตุทำให้พวกเราต้องหาโรงแรมนอนกันเพื่อจะค้างสักคืน ตอนเช้าค่อยขับรถกลับกรุงเทพ เป็นทริปที่ตกบันไดพลอยโจรสุดๆ การนอนโรงแรมที่เราเลือกกันแห่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวชวนสยองทั้งหมด เรามีชื่อว่า “ปอ” กลุ่มเพื่อนของเรามีจำนวนทั้งหมด 5 คน เนื่องจากกลุ่มเพื่อนของพวกเรานี้ไม่ค่อยมีเวลาที่ตรงกันสักเท่าไหร่ พวกเราอยากรวมกลุ่มกันสักครั้งเจอกันก็ยังดี สุดท้ายก็มีวันที่พวกเรามี่วันหยุดที่ตรงกันสักที พวกเราตกลงกันว่าจะไปเที่ยวพัทยากัน พอเราขับรถไปถึงก็เริ่มเที่ยวกันเลย พวกเราเที่ยวกันแบบไม่ใช่เที่ยวธรรมชาติหรอกนะ พวกเราเที่ยวดื่มกินร้านเหล้ายามค่ำคืน  ซึ่งที่พัทยามันค่อนข้างขึ้นชื่อเรื่องนี้อยู่แล้ว วันนั้นพวกเรามีความสุขที่ได้เจอกันมาก กินกันเต็มทีจนรู้สึกว่าพวกเรากำลังจะติดลมแล้ว พวกเราตกลงกันว่าตัวเราเองจะเป็นคนขับรถกลับกัน แต่พอเที่ยวเอาเข้าจริงๆแล้วเราก็เมาเหมือนกัน พวกเราเลยตกลงกันว่าเอาอย่างนี้ วันนี้พวกเรากินกันให้เต็มที่ไปเลยเพราะตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว เดี๋ยวพวกเราเปิดห้องที่โรงแรมไหนสักที่ก็ได้แล้วตอนเช้าพวกเราค่อยขับรถกลับก็ยังได้ พอเรายื่นขอเสนอไปอย่างนี้ เพื่อนเราทั้งหมดก็ยอมตกลงเพราะไม่มีใครติดธุระในวันพรุ่งนี้กันสักคนตัวเราก็ด้วยเหมือนกันไม่มีอะไรเลยกินกันเมากันได้ยาวๆ เมื่อเวลาผ่านไปเรามองนาฬิกาตอนนี้เวลาตี 2 แล้ว เราชวนเพื่อนว่าไปหาโรงแรมนอนกันดีกว่าเดินไปเที่ยวนี้ก็น่าจะมี พวกเราก็ตกลงจะเดินหาโรงแรมกัน พอพวกเราเดินมาได้สักระยะไม่ไกลจากร้านเหล้าเท่าไหร่ เดินมาท้ายซอยนี้เองก็เจอโรงแรมแล้ว พวกเราได้เข้าไปทำการเปิดห้อง พวกเราขอนอนรวมกันทั้งหมดในห้องเดียวเลย พวกเราตกลงเปิดห้องใหญ่ เราได้ห้องเลข 204  พวกเราก็เดินไปที่ห้องกัน พวกเราก็เดินกันไปขึ้นลิฟท์ พอประตูลิฟท์เปิดมาเราตกใจมากเลยเพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้าของเรามันคือห้องที่พวกเรากำลังจะนอนพัก ตามหลักฮวงจุ้ยแล้วการที่เปิดประตูมาเจอกันแบบบนี้ มันไม่ดีไม่ใช่เหรอทำไมเขาถึงสร้างห้องแบบนี้ขึ้นมา นี่เราคิดอยู่คนเดียวไม่ได้บอกใคร เราก็พยายามทำตัวเฉยๆไม่แสดงอาการกลัวให้เพื่อนเราเห็น เราก็ได้เดินไปเอากุญแจไขประตูเข้าไปในห้อง กลิ่นในห้องค่อนข้างเหม็นอับมากเหมือนห้องนี้ไม่เคยเปิดให้ใครเข้าพักเป็นเวลานอนมาแล้วเลย เราคงคิดมากไป คงไม่มีอะไรมั่ง พอทุกคนได้เดินเข้ามาในห้องก็ทำการเปิดแอร์เปิดหน้าต่างทิ้งไว้สัก 5 นาทีก่อนเป็นการระบายอากาศออกไป […]